ที่มาของงานวิจัยแคปซูลเลือดจระเข้

ที่มาของงานวิจัยแคปซูลเลือดจระเข้

“ที่มา ของงานวิจัยเริ่มขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2542 ได้ไปศึกษาเรื่องจระเข้ซึ่งจะต้องเจาะเลือดจระเข้เพื่อทำการศึกษาดีเอ็นเอของจระเข้ และในระหว่างการทำวิจัยได้ไปเห็นในระบบฟาร์มใช้ปืนยิงตรงสมองของจระเข้ พอจระเข้ตายก็ทิ้งเลือดหมดเลย ตัดหัวแล้วชำแหละ พอไปค้นหาในอินเตอร์เน็ตในประเทศออสเตรเลีย อเมริกา เขาศึกษาพบว่าเลือดจระเข้มีฤทธิ์ต้านเชื่้อรา แบคทีเรีย และโปรโตซัวด้วย


Untitled-001 ในประเทศจีนเองก็นำไปให้นักกรีฑาทาน โดยทำตากแห้งแล้วบดเป็นผง แต่ไม่สะอาดอีกอย่าง  พบว่าเวลาจระเข้มันกัดกัน แผลเท่า ฝ่ามือ แต่พออีกอาทิตย์หนึ่งกลับไปดูอีกไม่เป็นอะไรเลย แผลปิดสนิท
ถ้าเป็นคนตายแน่นอนหากแผลขนาดนี้ ผมเลยมานั่งคิดว่าจะหาวิธีเก็บเลือดแล้วทำให้สะอาดนำมาใช้ประโยชน์จะดีกว่า หลังจากได้เลือดสดมา ก็ต้องทดสอบดูว่ามีแบคทีเรีย มีปรสิตอยู่ไหม แล้วนำไปทำให้แห้งด้วยความเย็น แบคทีเรียก็ไม่มี สิ่งที่เราต้องระวังคือพวกหนอนพยาธิหรือแบคทีเรีย จากการทดสอบพบว่าจระเข้บ้านเราเป็นจระเข้เลี้ยงไม่ใช่จระเข้ป่า ไม่พบพยาธิเลยไม่ว่าในตับในปอดเป็นสายพันธุ์น้ำจืดเป็นสายพันธุ์ไทย พอทำ freeze dry แล้ว ดี สะอาด ปลอดเชื้อแน่นอน เลยไปจดสิทธิบัตรในนามของมหาวิทยาลัยเมื่อปีพ.ศ.2549 จากนั้นก็มีงานวิจัยต่อเนื่องมาเรื่อยๆ”

ที่มาของงานวิจัย
ที่มา: www.matichon.co.th วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2551
ปีที่ 31 ฉบับที่ 11172 มติชนรายวัน คอลัมน์ รู้เขารู้เรา
โดย ศีล มติธรรม
บางส่วนจากเรื่อง รศ.ดร.วิน เชยชมศรี
“เราเป็นประเทศแรกที่นำเลือดจระเข้มาทำแคปซูล”

Leave a Reply